0. Prologue
ต้องยอมรับว่าในคราแรกที่เห็นชื่อพร้อมที่อยู่บนซองจดหมายอันมีจ่าหน้าถึงตนเองนั้น ราวี่ บุ๊คแมนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาจับซองกระดาษพลิกซ้ายขวา ส่องกับไฟหาร่องรอยของอะไรสักอย่างที่อาจช่วยบอกได้ว่าเป็นการกลั่นแกล้งจากใครสักคน แต่ไม่ว่าจะเจออะไร มันก็ช่วยยืนยันว่าจดหมายนี้เป็นของจริงเสียหมด ไม่เป็นไปอย่างที่หวัง ราวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมยกมือขึ้นกุมขมับ ยังไม่ทันได้อ่านสักตัวแต่ก็รู้สึกถึงภาระหนักหน่วงที่พ่วงมากับกระดาษบาง ๆ แผ่นนี้แล้ว
มันมาจากบ้านขุนนางซึ่งตั้งอยู่บนถนนเส้นที่สิบสาม คฤหาสน์หลังโตกินพื้นที่ไม่รู้เท่าไหร่ แต่แค่เดินผ่านประตูก็สัมผัสได้ถึงความโอ่อ่า เหมือนจะได้กลิ่นเงินลอยมาตามลม ว่ากันว่ามันเป็นสมบัติของตระกูลผู้ดีเก่า สืบต่อตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และขึ้นชื่อเรื่องงานเลี้ยงสังสรรค์ หากแต่ในปัจจุบันนี้มีคนเวียนเข้าออกน้อยลงมากด้วยเหตุเพราะคุณชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บสาหัส เจ้าบ้านจึงไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรมากไปกว่ารอวันที่ไม่รู้จะมาถึงเมื่อไหร่ บ้านหลังโตที่เคยครึกครื้นจึงเงียบสงบ บรรยากาศวังเวงเกือบจะเทียบได้กับสุสาน ถึงแม้ว่าจะมีคุณหนูคนเล็กอาศัยอยู่ก็ตาม
ราวี่ฉีกซองจดหมายอย่างไม่ปราณีตนัก กวาดสายตาไล่ผ่านข้อความอันเขียนขึ้นด้วยตัวอักษรรูปร่างอ่อนช้อยบนกระดาษเนื้อดีสีนวลตา แค่ไม่กี่ประโยค มองรอบเดียวก็จำได้หมด แต่ที่ราวี่ยังไม่วางมันลงสักทีก็เพราะว่าเขาไม่เข้าใจ
จากลายมือและถ้อยคำที่ใช้ ผู้เขียนจดหมายนี้ขึ้นมาคือขุนนางพันปี(หรือที่คนส่วนมากเรียกว่าท่านเคาท์)ไม่ผิดแน่ เนื้อความส่วนแรกกล่าวเยิ่นเย้อขออภัยที่รบกวน ส่วนที่สองจึงค่อยแสดงเจตจำนงค์ ที่ส่งจดหมายซองนี้มา ก็เพราะต้องการคนไปเป็นอาจารย์สอนพิเศษ - ซึ่งก็คือเขา ดูเผิน ๆ อาจไม่น่าแปลกสักเท่าไหร่ ถึงอย่างไรในบ้านนั้นก็ยังมีเด็กวัยเรียน เป็นประโยคถัดจากนั้นมาต่างหากที่ทำให้ราวี่ขมวดคิ้วแน่นอยู่อย่างนี้
สอนพิเศษ...ให้ผู้ชายวัยยี่สิบหกปี?
จะให้สอนบ้าอะไรวะ ทางนี้อายุแค่ยี่สิบเอ็ดนะโว้ย ถึงจะจบมหาลัยแล้วก็เหอะ ล้อกันเล่นรึไงเนี่ย
ราวี่มุ่นคิ้ว วางของในมือลงแล้วเริ่มพิจารณา เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ถึงตอนนี้เขาจะช่วยปู่ทำงานดูแลร้านหนังสือกึ่งคาเฟ่เล็ก ๆ ไปพลาง ทำงานพิเศษกับสำนักพิมพ์ในเมืองไปพลาง แต่สภาพคล่องทางการเงินก็ไม่ได้จัดว่าขัดสน ถือว่าดีด้วยซ้ำไป ต้องขอบคุณนิสัยมัธยัสถ์ของปู่ที่ส่งผ่านมาถึงเขา สิ่งที่ทำให้กังวลใจที่จะกล่าวปฏิเสธน่ะคืออำนาจของฝ่ายโน้นต่างหาก เกิดอีกฝ่ายดึงดันไม่ยอมขึ้นมาก็คงใช้ชีวิตลำบาก
ร่างโปร่งเดินวนไปเวียนมาอยู่หน้าโต๊ะทำงานของตัวเองพักใหญ่ นัยน์ตาสีมรกตจับจ้องที่ซองจดหมายเจ้าปัญหา กว่าห้านาทีผ่านไปฝีเท้าก็หยุดลงพร้อมกับที่ได้ข้อสรุปว่าลองไปคุยรายละเอียดดูก่อนคงไม่เสียหายเท่าไหร่
มั้ง?
-
