🎪
CIRCUS .,
Dark Fantasies of Inhumanity
(rate R)
. . .
คณะละครสัตว์เหล่าภูติพราย คือ นิยามของโลกที่ไร้ซึ่งกฏเกณฑ์ และยุ่งเหยิง มันเป็นสถานที่รวมตัวกันของเหล่าพวกประหลาด ที่มาพร้อมกับการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจ พวกเขามีสัตว์ดุร้าย สาวงาม และสิ่งมีชีวิตหายากเหนือจินตนาการ อย่างนกยูงสีดำ นางเงือกจากทะเลเลือด ม้ายูนิคอร์น รวมถึงสิ่งมีชีวิตที่รูปร่างคล้ายคนแต่มีปีกคล้ายกับผีเสื้อ ซึ่งเรียกกันว่า ปาปิยอง ไม่ว่าใครที่ได้ยินเรื่องเหล่านี้ก็อยากจะมาให้เห็นกับตา
เว้นเสียแต่พวกนักอนุรักษ์นิยมต่างประนามเป็นเสียงเดียวกันว่ามันไร้สาระ!
มนุษย์ไม่มีความจำเป็นกับเรื่องบันเทิงที่ถูกประกอบขึ้นมาจากศีลธรรมต่ำ ๆ ของพวกจิตวิปริต ที่จับเอาสิ่งมีชีวิตหายากมาหากินกันอย่างไม่สนใจกฏหมาย ยังไม่นับเรื่องกักขังหน่วงเหนี่ยวทั้งร่างกายและจิตใจ พรากมาจากธรรมชาติที่เคยอยู่ แต่ใครกันจะสนใจ สำหรับพวกที่หลงใหลโลกที่มีสีสันอย่างคณะละครสัตว์เหล่าภูติพราย คงจะนิยมชมชอบ และคลั่งไคล้อยู่ไม่ใช่น้อย
และแน่นอนว่าความแฟนตาซีนี้ไม่ได้มีเอาไว้โชว์เพียงอย่างเดียว...
1.
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนเข้ามาดูฉัน..
พวกเขาแหวกม่านกำมะหยี่สีแดงเลือดนกปักดิ้นทองที่หน้ากรงออก และจ้องมองเรือนร่างที่มีเพียงผ้าใยแก้วบาง ๆ ห่อหุ้มร่างกายด้วยความพึงพอใจ โดยส่วนใหญ่สายตาพวกนั้นจะหยุดนิ่ง มองหาปีกที่อยู่ด้านหลัง และเอ่ยปากกับมาดามฟลอเดเรส ด้วยคำถามในทำนองเดียวกัน
"ปีกอยู่ไหน ผมอยากจะเห็นมันเต็ม ๆ"
และฉันมีหน้าที่ต้องทำตาม
ปีกผีเสื้อที่หุบซ่อนลู่ไปตามผิวกายกางสยายออก ฉันสังเกตเห็นดวงตาของร่างสูงจ้องมองมันอย่างหลงใหล ฉันไม่ได้รังเกียจอะไรนักหรอก เพราะชื่นชอบที่ตัวเองจะถูกจ้องมองด้วยสายตาชื่นชม แต่มาดามฟลอเดเรสไม่ชอบ หล่อนบอกว่าตราบใดที่ยังไม่ไขกุญแจให้เขาเข้ามา ฉันก็ไม่ควรเชิญชวน ลูกค้า ด้วยกิริยาท่าทางแบบนั้น
เรื่องนี้มันน่าฉงนจริง ๆ เพราะฉันไม่ได้เชิญชวนเขาเสียหน่อย ฉันแค่อยากมองให้เห็นนัยต์ตาของพวกมนุษย์ให้ชัด ๆ แต่เพราะกฏเหล็กเรื่องพวกเราห้ามเข้าใกล้ลูกกรง จึงทำให้ได้แต่ยืนถัดไปอยู่ห่าง ๆ
"บินได้รึเปล่า?"
"ปกติปาปิยองไม่บิน ปีกของพวกมันบางเกินกว่าจะพยุงตัวขึ้นไปได้ในที่สูง ๆ" มาดามฟลอเดเรสตอบขณะพลิกมือสำรวจสีเล็บ ซึ่งมันเป็นสีชมพูแจ่มประดับกากเพชรและคริสตัลวาววับอยู่เสมอ ซึ่งชุดของเธอก็มักจะเป็นสีที่เข้าคู่กันสุด ๆ
"เลี้ยงยากรึเปล่า?" ชายที่สวมเสื้อโค้ชและถุงมือสีดำชี้มาทางฉันพร้อมใช้นิ้วเคาะกับกรงเหล็ก เสียงของมันน่ารำคาญพอ ๆ กับการเห็นภาพของช้างที่พยายามทรงตัวอยู่บนลูกบอลยักษ์โดยที่ไม่ให้ล้ม
"แค่ให้อิ่มครบทุกมื้อก็สบายแล้ว"
"แล้วพวกปาปิยองกินอะไร?"
"เลือด"
สิ้นบทสนทนาของคนที่อยู่หน้ากรง ฉันก็หุบปีกเก็บลงตามเดิม มาดามฟลอเดเรสทำหน้าดุ บุ้ยใบ้ให้ฉันกลับขึ้นไปนอนบนเตียง ไม่รู้ว่าชายคนนั้นพูดอะไรกับหล่อน มันเบาเกินไป ส่วนสีหน้าเดายากที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าก็ทำให้ฉันหวาดหวั่น
เขาทิ้งท้ายสายตาแปลกประหลาดที่สร้างความครั่นเนื้อตัวให้ฉัน มันน่าขนพองสยองเกล้า พอ ๆ กับความอยากรู้อยากเห็น นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองหายใจได้ไม่ทั่วท้องเลยจริง ๆ ม่านกำมะหยี่ถูกปิดลงอีกครั้ง ทำให้ฉันต้องอยู่ในความสลัวที่มีเพียงแสงสว่างจากตะเกียงน้ำมันเท่านั้น ไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าบรรยากาศด้านนอกนั้นเป็นอย่างไร พวกนั้นขังฉันเอาไว้ในนี้รวมกับสิ่งมีชีวิตน่าพิศวงอื่น ๆ ในกรงก็ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับผู้อยู่อาศัย
"เค้าหน้าตาเป็นยังไง" เสียงกระซิบจากนกยูงที่อยู่กรงข้างกันทำให้ฉันฟุ้งซ่าน แม้จะไม่ค่อยเข้าใจตัวเอง แต่เมื่อนึกถึงดวงตาร้อนแรงของชายคนนั้น ฉันก็ไม่อาจลบมันออกไปจากความคิดได้
"ตาโต ๆ" ฉันหยุดคิด และตอบโดยขยายความอีกนิด
"ดวงตาของเขา...เหมือนไฟ"
"อย่างนั้นเองหรอ..."
ฉันไม่ได้คุยอะไรกับนกยูงสีดำอีก เพราะเสียงของมาดามฟลอเดเรสที่กลับมาอีกครั้ง พร้องกับฝีเท้าอีกคู่ และคราวนี้ก็เป็นเสียงกรงของเจ้านกยูงที่ถูกไขออก ฉันแอบมองลอดม่านกำมะหยี่จากช่องเล็ก ๆ ทั้งที่มาดามฟลอเดเรสออกคำสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด
นกยูงสีดำกลายร่างเป็นมนุษย์...
มาดามฟลอเดเรสจากไปพร้อมปิดประตูกรง ทิ้งผู้มาใหม่เอาไว้ที่นั่นกับเจ้านกยูงแสนงดงาม ดวงตาสีน้ำเงินตัดกับผิวเนื้อสีเข้มถูกจับต้องอย่างหื่นกระหาย อีกทั้งเสียงครางแผ่วเบาที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดี ภาพนั้นทำให้ฉันกลับขึ้นมานอนบนเตียง ไม่มีวี่แววของมาดามฟลอเดเรสที่นี่อีก แต่เพราะคืนนี้ต้องอยู่เพียงลำพัง ฉันจึงนอนฟังเสียงเจ้านกยูงหอบหายใจเคล้าความน่าอึดอัดและทรมาน ผสานจังหวะของหัวเตียงที่กระทบกับลูกกรงเหล็กถี่ ๆ
เสียงร้องเหมือนใจจะขาดแบบนั้น แต่ฉันรู้ดีว่ามันแฝงความรู้สึกหลากหลายเอาไว้ข้างใน ทั้งสุขพร่าไปทั่วสรรพางค์ อิ่มเอมเกินกว่าที่จะอธิบายออกมาให้เข้าใจได้
และในเช้าวันถัดมา ที่กรงนั้นว่างเปล่า...
ฉันสังเกตเห็นในขณะที่ตัวเองก็กำลังถูกพาออกไปโดยไม่รู้จุดหมายเช่นกัน...
2.
ผู้ชายที่มีดวงตาเหมือนไฟ ชื่อ ชานยอล ...
เขาตัวสูงกว่าฉัน ตัวโตกว่าฉัน มีแขนขายาวกว่าฉัน เมื่อเทียบกันแล้วฉันดูเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เพียงเท่านั้น
เขาเป็นคนพาฉันออกมาจากเซอร์คัส สิ่งรอบตัวดูแปลกตาเมื่อพบเห็น ฉันรู้สึกว่ามีคนมากกว่าหนึ่งคนอยู่ด้วยกันที่นี่ แต่ก็ไม่เห็นใครที่ไหน มีเพียงเขาที่เดินสำรวจเนื้อตัวของฉันทันทีที่เดินทางมาถึง และถอดถุงดำที่คลุมหัวมาตลอดทาง เหมือนว่าภาพความทรงจำครั้งสุดท้ายที่เซอร์คัสจะเป็นหน้ากรงของเจ้านกยูง และหลังจากนั้นก็มีแต่เสียงกับความมืด จนกระทั่งเขามาปรากฏตัวตรงหน้า
"เพราะยัยบ้านั่นไม่ขายแท้ ๆ ก็เลยต้องขโมยมาจนได้" เสียงทุ้มกล่าวขึ้น แต่ฉันไม่รู้ว่าเขากำลังพูดกับฉัน หรือว่าตัวของเขาเอง
"เอาไปล้างเนื้อล้างตัว มอมแมมแบบนี้เล่นด้วยไม่ลงหรอก" พูดจบเขาก็หันหลังเดินออกไปจากห้องโถง ตอนนั้นเองที่ฉันพบแล้วว่าคนเหล่านั้นซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
พวกผู้หญิงที่สวมเสื้อผ้าแบบเดียวกันหลายคนกรูกันเข้ามาจับตัวฉันเอาไว้พวกหล่อนมีสีหน้าเย็นชาราวกับใส่หน้ากาก จับราดด้วยน้ำทั้งถังตอนที่ฉันอยู่ในอ่างกอดเข่าตัวสั่นเพราะอากาศเย็น ๆ ฉันไม่ชอบเลยสักนิด มีใครสักคนพูดขึ้นมาระหว่างจับเนื้อตัวถูด้วยผ้าขัดตัว
ระวังอย่าให้ปีกเป็นอะไรเป็นอันขาด!
หลังจากนั้นก็จับคลุมถุงดำอีกครั้ง พาเดินลงบันไดไปไกลมากสักที่นึง และเมื่อฉันสามารถมองเห็นได้อีกครั้ง รอบตัวก็มีเพียงแสงสลัวจากเปลวเทียนเล่มน้อย ไม่ต่างอะไรกับที่เซอร์คัล เพียงแค่สวยงามกว่าและเต็มไปด้วยแจกันดอกไม้หลากสีสัน
"ต่อไปนี้นายจะต้องอยู่ที่นี่"
ฉันหันกลับไปยังต้นเสียงก็พบร่างสูงของชานยอลยืนเด่นเป็นสง่า เมื่อเขาเห็นฉันทำเพียงแค่จ้องมองไม่ได้ตอบโต้ ขายาวก็สาวเท้าเข้ามาใกล้ ฉันทำเพียงกระพริบตาปริบ ๆ
"เพราะดูไร้เดียงสาแบบนี้ ใคร ๆ ก็เลยอยากจะเล่นด้วยสินะ" ก้านนิ้วไล้ไปตามโครงหน้า ผ่านแก้มลากเข้ามาจรดกับริมฝีปากแดง
"เล่นด้วยยังไง?"
เป็นครั้งแรกที่ฉันเปิดปากถามเขา
แลบลิ้นเลียที่ปลายนิ้วซึ้งเย้าแหย่อยู่บริเวณกลีบปากล่าง รสชาติของมันหอมหวาน และฉันว่า ชายคนนี้ก็มีท่าทางยินดีที่ฉันทำแบบนี้กับเขา
"แบบที่ทุกคนเข้าไปในกรงของนาย.. แต่จากนี้ไปนายเล่นกับฉันได้แค่คนเดียว"
ฉันจ้องตาเขา ชานยอลไม่ได้หลบเลี่ยง แต่ยิ่งดึงตัวเองลงมาใกล้ฉัน ลมหายใจร้อนผ่าวอังอยู่แนบกกหู และจากนั้น ชานยอลก็เล่นกับฉัน....
เล่นตลอดทั้งคืน...
3.
ความสัมพันธ์ของฉันกับมนุษย์คนนี้ช่างแปลกประหลาด
เรามักพบกันในตอนกลางคืน เขาจะเข้ามาหาพร้อมกับแก้วเลือดที่เขาเตรียมเอาไว้ให้ นั่นคืออาหารของฉัน แสงจากเปลวไฟดวงน้อยทำให้มองเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านหนึ่ง และมักจะเป็นด้านขวา เพราะฉันถูกบังคับให้อยู่ในห้องที่มีประตูปิดแน่นหนา ในตอนกลางวันจะมีเพียงช่องเล็ก ๆ จากเพดานด้านบนที่ปล่อยให้แสงลอดผ่านลงมา ชีวิตของฉันจึงอยู่กับความมืดเป็นส่วนใหญ่
ฉันไม่ได้อยู่เพียงลำพังตลอดเวลา บางครั้งเขาก็จะส่งผู้หญิงหน้านิ่งที่มีผ้ากันเปื้อนลงมาทำความสะอาดห้องนี้ ชานยอลเก็บฉันเอาไว้ สักที่ใดที่หนึ่งซึ่งฉันไม่รู้แน่ชัดว่ามันคือที่ไหน นอกจากภาพของกำแพงและดอกไม้ที่ประดับอยู่รอบด้าน สภาพอากาศเย็นลงจะเป็นตัวบอกเวลาว่าเขาจะมาเมื่อไหร่ ส่วนมากเขาจะมาในช่วงที่ฉันหิวโซ จนต้องเผยกิริยาตะกรุมตะกรามดื่มเลือดของเขาจนปากเลอะเทอะทุกที และพออิ่มท้อง ฉันก็จะเชื่อฟังเป็นพิเศษ ยอมให้เขาเล่นกับฉันจนพอใจ
และนั่นคือทั้งหมดที่ฉันรู้
ชานยอลชอบใช้ปลายนิ้วร้อนลากสัมผัสไปบนปีกบาง ๆ ที่อยู่ด้านหลัง คอยชื่นชมตลอดเวลาว่ามันงดงามแค่ไหน
กล้ามเนื้อเปลือยเปล่าของร่างสูงลากไล้อยู่บนตัวฉันอย่างคลั่งไคล้ ชานยอลมักสอดแขนจับรั้งกับขาพับเพื่อให้ง่ายต่อการเล่นของเขา มันทำให้ทุกอย่างเข้ามาลึกจนกระทบนั้นกระทบนี่ไปหมดในคราวเดียวกัน ซึ่งฉันทำได้เพียงสั่นคราง
"ยั่วยวน" เขาชอบพูดแบบนี้ แต่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร นอกจากอ้าขาให้เขาย้ำเข้ามาให้ลึกล้ำกว่าที่เป็น ทุกอย่างปั่นป่วน เสียวซ่าน ทรมานแต่ก็สุขสมในคราวเดียว ฉันคิดว่าข้างในนี้มันกำลังแตกสลาย แต่ไม่นานมันกลับอัดรวมกันแน่นจนแทบระเบิดออกมา มันทำให้ฉันร้องไม่เป็นภาษาเพราะเขาขยับร่างกายของตัวเองไม่หยุด
"สวยมาก ปีกของนายกำลังสยายออกตอนที่นายกำลังพึงพอใจ.... กลืนฉันลงไปให้หมดสิ บยอน..."
ฉันพยักหน้าทั้งที่หอบหายใจระทวยกับความร้อนวาบที่เสียดสีเข้าออกตรงช่องทางเนื้อนุ่มที่เขาเล่นกับมัน ส่วนนั้นที่มันแทรกย้ำถี่ ๆ เข้ามาจนฉันไม่เป็นตัวของตัวเอง คอยแต่มัวเมาอยู่กับสิ่งตรงหน้าที่ปรนเปรอให้ไม่หยุดหย่อน คล้อยตามอารมณ์และเสียงแตกพร่าที่กระซิบอยู่บริเวณหลังคอ มันถูกขบกัดทุกทีจนเป็นรอยไม่จางหาย
"ชะ ชานยอล...งื้อ..."
"อ๊ะ..อ-อีก..."
พวกนางเงือกที่ เซอร์คัส เคยพูดเตือนไว้ว่า ปาปิยอง จะอ่อนไหวง่ายในเวลาเสพสม เพราะเราเป็นพวกไร้เดียงสา ยิ่งมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับมนุษย์นานเกินไปก็ยิ่งยากจะต้านทาน ได้รับเลือดของเขาเป็นอาหารก็ยิ่งเสพติด จากนั้นร่างกายเราก็จะถูกบงการราวกับมนุษย์ผู้นั้นใช้เวทมนตร์ ทำให้เราเกิดความต้องการในตัวเขาคนนั้นซึ่งกดขี่เราอย่างไม่เป็นธรรม
"ต้องการฉันมากแค่ไหน?" ฉันกอดไหล่หนาพร้อมยึดเอาไว้แน่น ขณะขบริมฝีปากจนเจ็บไปหมด จมูกโด่งก้มลงมาคลอเคลียข้างแก้ม มือใหญ่ของเขาค้ำอยู่กับพื้นเตียงก่อนจะออกแรงขยับเนิบช้า รอยยิ้มร้าย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา
ฉันรู้ว่าเขาอันตราย...
มนุษย์ย่อมเป็นภัยแก่เราทั้งปวง ข้อนี้ฉันจำได้ไม่เคยลืม
ฉันควรทำอย่างไร?
ฉันต้องการเขามากเหลือเกิน...
FIN.,
test. 🙈 ยัง-งงกะระบบอยู่เบย